วันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569

ES-GRID: ลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ โอกาสเพื่อความมั่นคง



โดย บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด

ในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนโลก ประเด็นหนึ่งที่นักลงทุนหลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือ "ไฟฟ้าจะมาจากไหน?" เพราะไม่ว่า AI จะฉลาดเพียงใด หากไม่มีไฟฟ้าป้อนเข้าระบบ ทุกอย่างก็หยุดนิ่ง Jensen Huang ซีอีโอของ NVIDIA เคยให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจในงาน World Economic Forum 2026 (Source: NVIDIA Blog/Davos WEF, as of 30 Jan 2026) ว่า AI ไม่ใช่เทคโนโลยีเดี่ยวๆ แต่มีองค์ประกอบสำคัญถึง 5 ชั้น โดยชั้นพื้นฐานที่สุดคือ "พลังงานไฟฟ้า" ขณะที่ Satya Nadella ซีอีโอของ Microsoft ก็ย้ำในทิศทางเดียวกันว่า ต้นทุนด้านพลังงานจะเป็นตัวกำหนดผู้ชนะในยุค AI (Source: CNBC, as of 30 Jan 2026) กองทุนเปิด Eastspring Smart Grid Infrastructure Fund หรือ ES-GRID จึงเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงธีมการลงทุนระยะยาวในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งเป็นหัวใจของการเปลี่ยนผ่านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

Smart Grid คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญ?


เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ลองนึกภาพโครงข่ายไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ระบบไฟฟ้าแบบเดิมหรือที่เรียกว่า Traditional Grid ทำงานในลักษณะทางเดียว คือผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ส่งผ่านสถานีไฟฟ้า ผ่านโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า จนถึงบ้านเรือนและโรงงาน ผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นผู้บริโภคอย่างเดียว ไม่สามารถผลิตหรือส่งไฟฟ้ากลับเข้าระบบได้ และทุกอย่างถูกควบคุมจากส่วนกลาง ซึ่งเป็นระบบที่ออกแบบมาตั้งแต่ยุค 1960 ถึง 1970 แต่โลกในปี 2026 เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง ปัจจุบันเรามีโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน มีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน มีรถ EV ที่ต้องชาร์จไฟ มี Data Center ที่กินไฟมหาศาลเพื่อรัน AI และมีพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลมที่ผลิตได้ไม่สม่ำเสมอ ระบบไฟฟ้าแบบเดิมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับมือกับความซับซ้อนเหล่านี้ได้

Smart Grid หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ จึงเป็นคำตอบ Smart Grid คือระบบไฟฟ้าที่เชื่อมต่อหลายแหล่งพลังงานเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น Solar Rooftop, Battery Storage, EV Charging หรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ รองรับการหมุนเวียนพลังงานแบบสองทิศทาง หมายความว่าผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ใช่แค่ผู้บริโภคอีกต่อไป แต่สามารถผลิตไฟฟ้าและส่งกลับเข้าระบบได้ด้วย ที่สำคัญ Smart Grid ใช้ Sensors, Software, AI และ Data Analytics เพื่อบริหารจัดการระบบและส่งข้อมูลแบบ Real-time ทำให้การผลิตและส่งไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น มีความยืดหยุ่นและทนทานต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติมากขึ้น ฟื้นฟูระบบได้รวดเร็วขึ้นหากเกิดไฟดับ ลดช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด รวมถึงต้นทุนด้านการดำเนินงานและการบริหารจัดการ และมีความปลอดภัยดียิ่งขึ้น “Smart Grid จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่”

ทำไมต้องลงทุนใน Smart Grid ณ เวลานี้?


มีปัจจัยสนับสนุน 4 ประการที่สามารถจดจำได้ง่ายๆ ด้วยตัวอักษร G-R-I-D

ปัจจัยแรก G : Growth in Demand หรือความต้องการไฟฟ้าเร่งตัวทั่วโลก

นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ ในปี 2024 เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่การเติบโตของความต้องการไฟฟ้าแซงหน้าการเติบโตของ GDP ทั่วโลก และ IEA คาดการณ์ว่าความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกจะเติบโตปีละ 3-4% จนถึงปี 2030 ซึ่งเร็วกว่าค่าเฉลี่ยในทศวรรษก่อนหน้าถึง 50% แรงขับเคลื่อนหลักมาจาก AI และ Data Center ที่ใช้พลังงานมหาศาล โดยภาระงาน AI ต้องการพลังงานมากกว่าการประมวลผลแบบดั้งเดิมถึง 5-10 เท่า ความต้องการพลังงานจาก Data Center คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 175% ภายในปี 2030 (Source: IEA Electricity 2026, as of 31 Jan 2026) ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า EV ก็เป็นตัวเร่งสำคัญ ทั้งในสหรัฐฯ และยุโรป ความต้องการไฟฟ้าจากภาคขนส่งมีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดดในช่วงปี 2025–2030 ทั้งหมดนี้ต้องการโครงข่ายไฟฟ้าที่แข็งแรงและฉลาดพอที่จะรองรับ

ปัจจัยที่สอง R : Renewable Integration หรือพลังงานสะอาดที่ต้องพึ่ง Smart Grid

ปัจจุบันแหล่งพลังงานที่ผลิตได้ใหม่ส่วนใหญ่มาจากพลังงานสะอาด ข้อมูลจาก Ember with Clean Edge analysis ปี 2025 แสดงให้เห็นว่าสัดส่วนพลังงานแสงอาทิตย์ในกำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิที่เพิ่มเข้ามาแต่ละปีเติบโตจาก 29% ในปี 2017 เป็น 69% ในปี 2024 (Source: Ember with Clean Edge analysis, 2025, as of 31 Dec 2025) สาเหตุหลักคือต้นทุนการผลิตต่อหน่วยของพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงถึง 83% และพลังงานลมลดลง 63% นับตั้งแต่ปี 2009 (Source: Lazard's Levelized Cost of Energy+ report, 2024) ทำให้พลังงานสะอาดกลายเป็นทางเลือกที่ถูกกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม พลังงานหมุนเวียนมีลักษณะเฉพาะคือการผลิตผันผวนตามสภาพอากาศ แสงอาทิตย์ผลิตไฟได้เฉพาะตอนกลางวัน พลังงานลมก็ขึ้นอยู่กับสภาพลม จึงต้องอาศัยโครงข่าย Smart Grid ที่ชาญฉลาดเข้ามาช่วยบริหารสมดุลไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพ IEA คาดการณ์ว่าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้าทั่วโลกจะเพิ่มจาก 40% ในปี 2024 เป็น 75% ในปี 2035 (Source: IEA Net Zero Scenario, as of 31 Dec 2025) ซึ่งแปลว่าความต้องการ Smart Grid จะยิ่งเร่งตัวขึ้นอย่างมหาศาล

ปัจจัยที่สาม I : Infrastructure Upgrade หรือโครงข่ายไฟฟ้าเดิมต้องยกระดับ

นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โครงข่ายไฟฟ้าแบบดั้งเดิมในหลายประเทศส่วนใหญ่ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1960 ถึง 1970 ซึ่งโดยปกติจะมีอายุการใช้งานประมาณ 50–80 ปี ในสหรัฐฯ ตัวเลขชัดเจนว่า 70% ของสายส่งใช้งานมามากกว่า 25 ปีแล้ว (Source: SEPA Power, as of 31 Dec 2025) นอกจากความเก่าแก่แล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศยังซ้ำเติมปัญหา ทำให้ไฟดับบ่อยขึ้นในช่วงปี 2019–2022 เหตุการณ์ Texas Winter Storm Uri ปี 2021 และ Hurricane Ida ปี 2021 ล้วนเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานที่ล้าสมัยมีความเปราะบางเพียงใด แม้แต่ในประเทศไทย เราเคยเผชิญเหตุการณ์ไฟฟ้าดับใหญ่ เช่น เมื่อปี 2013 ที่ภาคใต้ 14 จังหวัดไฟฟ้าดับเกือบ 5 ชั่วโมง จากเหตุฟ้าผ่าสายส่งไฟฟ้า หรือเหตุการณ์พายุที่นครพนมปี 2025 ที่เสาไฟฟ้าขนาดใหญ่หักโค่นเกือบ 30 ต้น ส่งผลให้ไฟฟ้าดับเกือบทั้งตำบล ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าการยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ไม่ใช่ทางเลือก โรงไฟฟ้าใหม่ต้องใช้เวลา 3-10 ปีขึ้นไปในการก่อสร้าง ดังนั้นโครงสร้างพื้นฐาน Smart Grid ต้องเข้ามาเติมช่องว่างนี้ก่อน

ปัจจัยที่สี่ D : Decade Long Investment หรือเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่กำลังไหลเข้า

การลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตในระดับ double digits โดย BloombergNEF รายงานว่าการลงทุนเพิ่มขึ้นจาก 3% ต่อปีในช่วงปี 2022-2023 เร่งตัวขึ้นเป็น 8% ในปี 2023-2024 และคาดว่าจะเติบโตถึง 15-16% ในปี 2024–2026 โดย BloombergNEF ประเมินว่าตลาดการลงทุน Smart Grid ทั่วโลกอาจเติบโตได้ถึง 580,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (Source: BloombergNEF, as of 31 Dec 2025) ขณะที่ Goldman Sachs คาดการณ์ Grid Capex สะสมของสหรัฐฯ อยู่ที่ 790,000 ล้านเหรียญถึงปี 2030 (Source: Goldman Sachs GIR, Company data, EEI as of 31 ) และ IEA คาดว่าจะต้องลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าใหม่กว่า 80 ล้านกิโลเมตรทั่วโลกด้วยเม็ดเงินกว่า 820,000 ล้านเหรียญต่อปีภายในปี 2030 (Source: IEA Net Zero Roadmap, as of 31 Dec 2025) เม็ดเงินเหล่านี้จะไหลเข้าสู่บริษัทที่อยู่ใน ecosystem ของ Smart Grid อย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี ทำให้ธีมนี้ไม่ใช่กระแสระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน

มุมมองการลงทุน: ทำไม ES-GRID จึงน่าสนใจ


กองทุนเปิด Eastspring Smart Grid Infrastructure Fund (ES-GRID) เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนหลัก First Trust NASDAQ Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index Fund ในอัตราส่วนโดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ กองทุนหลักบริหารจัดการโดย First Trust Portfolios L.P. ซึ่งเป็นบริษัทจัดการกองทุนชั้นนำในสหรัฐฯ มีสินทรัพย์สุทธิขนาดใหญ่ถึง 8,420 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 264,000 ล้านบาท (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 27 Feb 2026) จัดตั้งมาตั้งแต่ปี 2009 มี Track Record ยาวนานกว่า 15 ปี

กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์ในการสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี Nasdaq Clean Edge Smart Grid Infrastructure Index ซึ่งคัดเลือกบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า ผู้ผลิตมาตรวัดอัจฉริยะและอุปกรณ์ Data Center ผู้ให้บริการด้านซอฟต์แวร์ระบบจัดการพลังงาน ไปจนถึงผู้ผลิตแบตเตอรี่และระบบกักเก็บพลังงาน โดยลงทุนในบริษัทราว 100–115 แห่งทั่วโลก (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 31 Dec 2025)

กระบวนการคัดเลือกหลักทรัพย์ของกองทุนหลักเริ่มจากการกรองบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Smart Grid และโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า จากนั้นคัดเลือกเฉพาะบริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่กว่า 100 ล้านเหรียญ มีสภาพคล่องการซื้อขายเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 500,000 เหรียญ และมี Free Float อย่างน้อย 20% ที่สำคัญ กองทุนเน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ Smart Grid โดยตรง (Pure Play) ประมาณ 80% ของพอร์ตลงทุน ซึ่งหมายถึงบริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจ Smart Grid ไม่น้อยกว่า 50% ของรายได้ทั้งหมด ส่วนอีก 20% เป็นกลุ่ม Diversified ที่มีรายได้เกี่ยวข้อง 10–50% หรือมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญขึ้นไป

บริษัทหลักที่กองทุนลงทุน ล้วนเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรม โดยกลุ่ม Top 5 ประกอบด้วย ABB Ltd จากสวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นผู้นำด้านโซลูชันไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ที่มีรายได้เติบโตต่อเนื่องจาก 26,100 ล้านเหรียญในปี 2020 เป็น 33,200 ล้านเหรียญในปี 2025 พร้อมอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวจาก 30.1% เป็น 41.1% และมีมูลค่างานในมือ (Backlog) สูงถึง 36,800 ล้านเหรียญ (Source: ABB Quarterly Results, as of Dec 2025) ตามด้วย Schneider Electric จากฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการพลังงานและระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ, Johnson Controls ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบอาคารอัจฉริยะ, National Grid จากสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้ารายสำคัญ และ Eaton Corporation ผู้นำด้าน Power Management ที่มีรายได้เติบโตจาก 17,900 ล้านเหรียญในปี 2020 เป็น 27,400 ล้านเหรียญในปี 2025 โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เติบโตจาก 14% ของรายได้รวมในปี 2023 เป็น 21% ในปี 2025 (Source: Eaton, as of Dec 2025)

ในแง่การกระจายการลงทุน กองทุนหลักเน้นลงทุนในกลุ่ม Industrials ราว 60.1%, Utilities 22.9% และ Information Technology 12.5% ด้านภูมิภาค กระจายไปยังอเมริกาเหนือ 41.4%, ยุโรป 38.4%, สหราชอาณาจักร 10.2% และเอเชีย 4.5% (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 31 Dec 2025) การที่กองทุนมีน้ำหนักอยู่ในกลุ่ม Industrials และ Utilities เป็นหลัก ซึ่งมักมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ทำให้ความผันผวนโดยรวมมักน้อยกว่าการลงทุนในกลุ่ม Technology โดยตรง

ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนหลัก สามารถสร้างผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 10 ปีได้ราวปีละ 20.7% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2025 ผลตอบแทนรายปีย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 29.6%, ย้อนหลัง 3 ปีเฉลี่ยปีละ 21.9% และย้อนหลัง 5 ปีเฉลี่ยปีละ 14.9% (Source: First Trust Portfolios L.P., as of 31 Dec 2025) ซึ่งล้วนเหนือกว่าดัชนี MSCI World Industrials ในทุกช่วงเวลา กองทุนหลักยังได้รับ Morningstar Overall Rating 5 ดาว ณ 31 ธันวาคม 2025 (Source: Morningstar, as of Dec 2025) สะท้อนคุณภาพการบริหารจัดการที่โดดเด่นในกลุ่มกองทุนประเภทเดียวกัน

ในส่วนของสถานการณ์ตลาดปัจจุบัน แม้สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านจะสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ผลกระทบต่อกองทุนหลักค่อนข้างจำกัด เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์สงครามโดยตรง ผลตอบแทนกองทุนหลักในกรอบเวลา Year-to-date ณ 18 มีนาคม 2569 ยังทำผลตอบแทนได้ +7.65% ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลง -3.68% และ Nasdaq ลดลง -5.66% ในสกุลเงินเดียวกัน (Source: Bloomberg, as of 18 Mar 2026) แสดงให้เห็นความทนทานของธีม Smart Grid ในภาวะตลาดผันผวน นอกจากนี้ ในระยะกลางถึงยาว สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับเป็นตัวเร่งที่ตอกย้ำความสำคัญของ Smart Grid เพราะทุกครั้งที่เกิดวิกฤตพลังงาน รัฐบาลทั่วโลกยิ่งตระหนักว่าการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ต้องนำเข้าผ่านช่องแคบที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ เป็นจุดอ่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่ยอมรับไม่ได้ คำตอบคือการเร่งลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าให้ทันสมัย กระจายแหล่งพลังงาน และเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าที่ยืดหยุ่นและมั่นคงมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทในพอร์ตของกองทุนนี้ทำอยู่ทุกวัน

ในส่วนของนโยบายดอกเบี้ย แม้ Fed จะชะลอการลดดอกเบี้ย ผลกระทบต่อกองทุนมองว่ามีเพียงเล็กน้อย เพราะ Sector หลักทั้ง Industrials และ Utilities มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ความผันผวนน้อย จึงส่งผลต่อผลประกอบการและมูลค่ากิจการน้อยกว่ากลุ่ม Technology

โดยสรุป ES-GRID เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเข้าถึงธีมการเติบโตระยะยาวของโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากเมกะเทรนด์หลายด้านที่บรรจบกัน ไม่ว่าจะเป็น AI, Data Center, รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานสะอาด หรือความมั่นคงด้านพลังงาน กองทุนหลักมีประวัติผลการดำเนินงานที่ดี มีการกระจายการลงทุนทั้งด้านภูมิภาคและอุตสาหกรรม และเน้นลงทุนในบริษัทที่มีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอจากกลุ่ม Industrials และ Utilities ทำให้เหมาะกับการใช้กระจายพอร์ตการลงทุน


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน |ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากกองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงทั้งจำนวน โดยจะป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราเลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้l ผลการดำเนินงานในอดีต และผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต | การลงทุนในกองทุนมิใช่การฝากเงินและมีความเสี่ยงของการลงทุน ผู้ลงทุนอาจจะได้รับเงินลงทุนคืนมากกว่าหรือน้อยกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้และอาจไม่ได้รับชำระเงินค่าขายคืนหน่วยลงทุนภายในระยะเวลาที่กำหนดหรืออาจไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ตามที่มีคำสั่งไว้ กองทุนหลักมีการลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกาและกลุ่มอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินจำนวนมาก ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eastspring.co.th หรือโทร 1725 ในวันและเวลาทำการ*ผู้ลงทุนสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด และผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุนที่ได้รับการแต่งตั้ง โฆษณานี้ถูกว่าจ้างและได้รับการสนับสนุนโดย บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) จำกัด