วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2560

สสว. จับมือ หอการค้าไทย ยกระดับความสามารถ SMEs ไทย ประกาศความสำเร็จผ่าน 3 โครงการใหญ่


ทั้งโครงการสนับสนุน SMEs รุ่นใหม่ให้เข้มแข็ง โครงการเตรียมความพร้อมรองรับ AEC และโครงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ พบสร้างรายได้ให้แก่ SMEs เข้าร่วมมากกว่า 1 พันล้านบาท


นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) จำนวน 3 ล้านราย การพัฒนาส่งเสริม SMEs ที่มีจำนวนมากขึ้น ให้มีสินค้าหรือบริการเป็นที่ต้องการของตลาดจนสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องทำร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในภาครัฐและภาคเอกชน

สสว. ได้ปฏิบัติตามแนวทางประชารัฐร่วมกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับและพัฒนา SMEs ขนาดย่อม โดยการดำเนิน 3 โครงการ 4 กิจกรรม ตั้งแต่เดือนกันยายน 2559 – เดือนสิงหาคม 2560 ได้แก่ 1. โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ 2. โครงการ Innovative Packaging for SME และ 3. โครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อรองรับ AEC ปรากฎว่า มีผู้ประกอบการ SMEs ขนาดเล็ก เข้าร่วมโครงการรวม 731ราย สร้างรายได้ให้แก่ SMEs จำนวน 1,075.60 ล้านบาท ถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนที่เป็นรูปธรรมและสามารถเห็นผลลัพธ์ได้จริง

นอกจากนี้ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่มีเครือข่ายสมาชิกนักธุรกิจครอบคลุมทั่วประเทศ รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจ อีกทั้งยังมีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เป็นสถาบันการศึกษาที่มีองค์ความรู้ทางวิชาการ และสร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นผู้ประกอบการที่ดีในอนาคต ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการนำแผนของภาครัฐมาปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมสามารถเห็นผลลัพธ์ได้จริง และเป็นที่เชื่อถือของสาธารณชน

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง คาดว่าจะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยหอการค้าไทยประเมินว่า ทั้งปี 2560 จะขยายตัวได้ในกรอบ 3.5 - 4.0 และแม้ว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะดีขึ้น แต่สภาพแวดล้อมและสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ประกอบกับบทบาทของเทคโนโลยีและดิจิตอลที่ทวีความสำคัญ ได้ส่งผลต่อโลกธุรกิจทั้งการสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น อย่างธุรกิจ E-Commerce ขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มความท้าทายให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่จำเป็นจะต้องเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับตัว กับโครงสร้างเศรษฐกิจที่จะเปลี่ยนไป การค้าจะเป็นแบบไร้พรมแดน (Borderless) โดยค้าขายบน Smart Trade Platform ในขณะที่การเกษตร จะเป็นเกษตรสมัยใหม่ มีการเพิ่มมูลค่าด้วยนวัตกรรม ส่วนภาคบริการจะทวีความสำคัญมากขึ้น สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศ 

​“หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริม และพัฒนา SME โดยการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริม SME ผ่านศูนย์ TCC SMART Center (TSC) ซึ่งจะมุ่งเน้นการให้บริการเชิงรุก เข้าถึงง่ายและจับต้องได้จริง เน้นการพัฒนาผู้ประกอบการ 4.0 ให้สมาชิกสามารถนำข้อมูล นวัตกรรม และมาตรฐาน ไปต่อยอดในการดำเนินธุรกิจ ส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดความรู้และประสบการณ์ เพื่อยกระดับผู้ประกอบการทุกระดับ รวมถึงการส่งเสริมให้เกิดธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ และแนวทางการน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมมุ่งเน้นให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพื่อให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นายกลินท์กล่าว

นายพลิษศร์ ภิรมย์ภักดี รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ร่วมกับ สสว. จัดทำกิจกรรมโครงการทั้งหมด 3 โครงการ 4 กิจกรรม ซึ่งได้เริ่มดำเนินกิจกรรมมาตั้งแต่ กันยายน 2559 ถึง สิงหาคม 2560 โดยโครงการแรก คือ โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ มีจำนวนผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 467 ราย สามารถบ่มเพาะเชิงลึกในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ โดยหลังการเข้าร่วมโครงการประมาณ 70%ของผู้ประกอบเข้าร่วมทั้งหมด สามารถทำบลูพริ้น นำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในธุรกิจของตัวเอง นอกจากนี้ยังสามารถสร้างเครือข่ายของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่เข้มแข็ง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การประกอบธุรกิจในอนาคตอีกด้วย

โครงการที่สอง Innovative Packaging for SMEs ได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์เชิงลึกให้กับผู้ประกอบการจนสามารถพัฒนาและออกแบบบรรจุภัณฑ์ ( Artwork) รูปแบบใหม่ตามที่ต้องการได้ ซึ่งจำนวน SMEs เข้าร่วมทั้งสิ้น 112 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือกอีก 32 ราย ได้ต่อยอดการพัฒนาการพัฒนาจนสามารถสร้างเป็นบรรภัณฑ์ต้นแบบไปใช้ได้ในธุรกิจจริง

โครงการที่สาม คือ โครงการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการเพื่อรองรับ AEC ซึ่งประกอบด้วย 2 กิจกรรม โดยกิจกรรมแรก “AEC and SMEs Challenges: Next Steps – Business Matching มุ่งเน้นพัฒนาและสร้างเครือข่ายธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SMEs ของไทย โดยนำคณะผู้ประกอบการจำนวน 95 บริษัท เดินทางร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพ 3 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว และ เมียนมา ทำให้เกิดการเจรจาธุรกิจทั้งสิ้น 575 คู่ และสร้างรายได้ให้กับ SMEs ไทย 575.6 ล้านบาท

​กิจกรรมที่สอง เป็นการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการเพื่อมุ่งสู่ AEC (Big Brother 50) กิจกรรมนี้มีรูปแบบกิจกรรมเป็นแบบบริษัทพี่ช่วยบริษัทน้อง โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเพิ่มทักษะและองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการประกอบธุรกิจและสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และเชื่อมโยงในการดำเนินธุรกิจระหว่างธุรกิจขนาดย่อม (บริษัทน้อง) จำนวน 57 ราย และธุรกิจขนาดใหญ่ (บริษัทพี่) จำนวน 14 ราย โดยบริษัทน้องได้รับ Coaching กระบวนการธุรกิจตลอด Value Chain จากบริษัทพี่ จนสามารถนำไปสู่การขยายตลาดจากท้องถิ่นสู่อาเซียนและสู่ตลาดโลก โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่บริษัทน้องเข้าร่วมบ่มเพราะธุรกิจภายใต้โครงการ สามารถพัฒนาตัวเองและสร้างรายได้ให้แก่ SMEs เข้าร่วมได้กว่า 500 ล้านบาท