วันพุธที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เครือข่ายลดบริโภคเค็มเตือนคนไทยใส่บาตรพระสงฆ์ ระวังอย่าให้เค็มจัดหวั่นเป็นโรค NCDS




เครือข่ายลดบริโภคเค็มเตือนประชาชนใช้ช่วงเทศกาลวันอาสาฬบูชา ระมัดระวังเรื่องการจัดอาหารใส่บาตรถวายพระสงฆ์ หลังพบว่าปัจจุบันมีพระสงฆ์ป่วยเป็นโรค NCDS มากขึ้น

นท.พญ.วรวรรณ ชัยลิมปมนตรี เลขาธิการเครือข่ายลดบริโภคเค็ม เปิดเผยว่าเนื่องในโอกาสใกล้ช่วงเทศกาลวันอาสาฬบูชา ทางเครือข่ายเครือข่ายลดบริโภคเค็ม จึงขอใช้โอกาสนี้เร่งรณรงค์ให้ประชาชนทั่วไปที่จะทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ให้ระมัดระวังเรื่องการใส่บาตรพระ โดยเฉพาะอาหารที่จัดถวาย ควรเป็นอาหารที่ปรุงรสให้พอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัดจนเกินไป โดยอาหารที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ประกอบด้วย อาหารแห้ง เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, แหนมและปลากระป๋อง ส่วนอาหารสำเร็จรูป เช่น แกงเขียวหวาน ไข่พะโล้ และจำพวกผัดผักทุกประเภท ซึ่งในปัจจุบันพบว่าพระสงฆ์ไทยป่วยเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable disease) หรือโรคเรื้อรังโดยเฉพาะ อาทิ เบาหวานและความดัน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต โรคมะเร็ง เพิ่มขึ้นมากอย่างมาก จึงขอฝากให้ประชาชนทั่วไปที่จัดทำอาหารถวายแด่พระสงฆ์ด้วยตนเองหรือร้านค้าที่ทำอาหารชุดเพื่อใส่บาตรพระ ไม่ควรปรุงรสอาหารที่มีรสเค็มมากเกินไป โดยเริ่มตั้งแต่ช่วงเทศกาลวันอาสาฬบูชานี้เป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งนอกจากจะได้บุญได้กุศลแล้ว พระสงฆ์ก็ยังจะมีสุขภาพที่ดี เจริญกิจของสงฆ์อย่างเป็นปกติสุขปราศจากโรคและภัย

ทั้งนี้สังคมไทยในปัจจุบัน มีประชาชนป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไปเพิ่มสูงขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลด้วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตวายเพิ่มขึ้นอย่างมาก และพบว่าการสูญเสียปีสุขภาวะจากโรคไม่ติดต่อหรือโรคเรื้อรังคิดเป็น 50% ซึ่งสูงกว่าโรคติดต่อถึง 3 เท่า 

นท.พญ.วรวรรณ กล่าวว่า คนไทยได้รับเกลือเฉลี่ยจากการรับประทานอาหาร 10.8 กรัมต่อวันต่อคน คิดเป็นปริมาณเกลือโซเดียมที่ได้มากถึง 4,351.69 มิลลิกรัมต่อวันต่อคน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยได้รับเกลือในปริมาณที่มากกว่าปริมาณที่แนะนำต่อวันเกือบ 2 เท่าโดย 8 กรัมของเกลือนั้นมาจากเครื่องปรุงรส 2 กรัมของเกลือมาจากธรรมชาติของอาหาร 0.8 กรัมของเกลือมาจากอาหารข้างทาง/หาบเร่/อาหารกินเล่น ซึ่งการที่ร่างกายได้รับโซเดียมในปริมาณที่สูงทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากนั้นยังทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจห้องซ้ายหนา (Left ventricular hypertrophy) และเกิดการสะสมของผังพืดในกล้ามเนื้อหัวใจ และหลอดเลือด และยังมีผลกระทบโดยตรงต่อไต ซึ่งไตเป็นอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่กำจัดโซเดียม โดยทำให้ไตเสื่อมเร็วขึ้นจากการทำงานหนักและโปรตีนรั่วในปัสสาวะ และความเสื่อมนั้นจะคงอยู่ตลอดไปแม้จะมีการลดปริมาณโซเดียมลงในภายหลัง ซึ่งล้วนแต่มีสาเหตุจากการได้รับเกลือและโซเดียมปริมาณสูง ดังนั้นการลดความดันโลหิตและโปรตีนในปัสสาวะ จะช่วยป้องกันลดการสูญเสียการทำงานของไตและภาวะแทรกซ้อนเป็นบ่อเกิดของ โรคหัวใจและหลอดเลือด 

ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการบำบัดทดแทนไตโดยการล้างไตทางช่องท้องหรือการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเฉลี่ยประมาณ 240,000 บาทต่อคนต่อปี โดยค่าใช้จ่ายนี้ยังไม่รวมถึงค่าใช้จ่ายด้วยยา ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอื่น ๆ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องใช้งบประมาณในการล้างไตเป็นการเฉพาะ แยกจากงบบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายรายหัว (Capitation) โดยในปีงบประมาณ 2558 สูงถึง 5,247 ล้านบาทและจะเพิ่มสูงขึ้นเป็น 6,318 ล้านบาท ใน พ.ศ. 2559 ซึ่งถ้ารวมงบประมาณ สำหรับบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในสิทธิอื่นๆ ได้แก่ สิทธิประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการแล้ว รัฐจำเป็นต้องใช้งบสูงกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี

การบริโภคเกลือและโซเดียมในปริมาณสูง ซึ่งก่อให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง ยังเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือดและเพิ่มความรุนแรงของโรคเบาหวาน ซึ่งจัดเป็นปัญหาโรคโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่กำลังก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างมาก เนื่องจากเป็นสาเหตุของการสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เกิดการขาดงาน ขาดประสิทธิภาพขณะทำงาน เกิดความพิการ สูญเสียโอกาสในการถูกจ้างงานเนื่องจากการเจ็บป่วย และยังรวมถึงภาระค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลอีกด้วย การบริโภคเกลือและโซเดียมในระดับสูงจึงเป็นปัจจัยเสริมความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ซึ่งสูงถึงปีละ 78,976 ล้านบาทจากโรคหัวใจและหลอดเลือด และ 24,489 ล้านบาทจากโรคเบาหวาน